1. ปัจจัยด้านพันธุกรรม กำหนดขีดความสามารถและแนวโน้มของการพัฒนา
2. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม มีอิทธิพลหลายอย่างเช่นโภชนาการ ความสัมพันธ์ในครอบครัวเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม รูปแบบการเลี้ยงดู
พัฒนาการของเด็กที่ว่าดี ต้องเริ่มต้นจากครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูการปลูกฝังค่านิยม ความรัก คุณค่าของชีวิต เด็กจะดีต้องมีการฝึกสอนใน ด้านคุณธรรม การมีระเบียบวินัยความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การเสียสละและเห็นผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
ในคริสตศักราช 1967 ได้ศึกษาเด็กก่อนวัยเรียนและผู้ปกครองของเด็กโดยสังเกตพฤติกรรมของเด็กทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน ด้วยสามารถแบ่งออกเป็น 2 มิติ
1. มิติควบคุมหรือเรียกร้องจากบิดามารดา บิดาบางคนมีมาตรฐานกำหนดไว้ เช่นมาตรฐานสูง จะมีการกำหนดให้เด็กมีมาตรฐานที่สูงขึ้น แต่ถ้าไม่มีมาตรฐานที่สูงเด็กก็จะไม่มีความพยายาม
2.มิติการตอบสนองความรู้สึกของเด็ก บิดามารดาบางคนตอบสนองเด็กและยอมรับเข้าใจตอบสนองความต้องการของเด็กด้วยดี
Baumrind เขาได้ผสมผสาน 2 มิติดังกล่าวและจัดรูปแบบของการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบดังนี้
1 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ ผู้ปกครองได้มีการสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการวุฒิภาวะของเด็กโดยอนุญาตและให้เด็กมีอิสระตามควรแก่วุฒิภาวะในขณะเดียวกันผู้ปกครองก็กำหนดขอบเขตพฤติกรรมของเด็กที่พอดี ในขณะเดียวกันผู้ปกครองให้ความรักความอบอุ่นเอาใจใส่ต่อเด็กเปิดโอกาสให้เด็ก
2.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม มีการกำหนดเกณฑ์อย่างเข้มงวดเด็กไม่มีการตอบสนองความต้องการของเด็กโดยตรงผู้ปกครองมักมีการเข้มงวด
3.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ ผู้ปกครองจะตามใจเด็กปล่อยเด็กไม่มีขอบเขตกำหนดบิดามารดาจะให้ความอบอุ่นและตอบสนองความต้องการของเด็กเสมอ
4.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง ผู้ปกครองจะไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนองความต้องการของเด็กเพิกเฉยปฏิเสธ
การพัฒนาแบบสำรวจรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind ในไทย
ได้มีการวิจัยใหม่ในพ.ศ 2528-2542 โดยมีทั้งหมด 99 ข้อซึ่งประกอบด้วยข้อกระทงที่ประเมินรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู 4 รูปแบบโดยแต่ละรูปแบบประกอบด้วยลักษณะคำสำคัญ 8 ประการ
1 รูปแบบการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่
1 เรียกร้องพฤติกรรมที่เหมาะสมกับวัย
2 กำหนดกฎระเบียบและวินัย
3 กระตุ้นให้ปฏิบัติตามกฎ
4 อบอุ่นรักสนับสนุน
5 มีการสื่อสาร 2 ทางที่ชัดเจน
6 ส่งเสริมให้เป็นตัวของตัวเองและพึ่งตนเอง
7เสร็จเคารพในสิทธิทั้งของพ่อแม่และเด็ก
8 ให้รางวัลมากกว่าการลงโทษ
2 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม
1 เรียกร้องมาก
2 ตั้งมาตรฐานชัดเจน
3 ให้ความสำคัญในการเชื่อฟัง
4 ให้ความอบอุ่นน้อย
5 ไม่สนับสนุนการสื่อสาร 2 ทาง
6 จำกัดความเป็นอิสระและความเป็นตัวของเด็กเอง
7 อคติตามความต้องการของพ่อแม่
8 ข่มขู่และลงโทษ
3 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ
1 หลีกเลี่ยงการเรียกร้อง
2 มีข้อกำหนดและกฎเกณฑ์น้อย
3 อดทนและยอมรับพฤติกรรมไม่เป็นไปตามวัยไม่ขัดใจ
4 ให้ความอบอุ่นพอประมาณและเกี่ยวข้องน้อย
5เด็กมีบทบาทในการสื่อสารมากกว่าพ่อแม่
6 ยอมรับการตัดสินใจที่ปราศจากความรับผิดชอบและความไม่มีวุฒิภาวะของเด็ก
7 ลำเอียงเข้าข้างเด็ก
8 ลงโทษน้อย
4 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง
1 ไม่เรียกร้อง
2 ไม่มีกฎเกณฑ์และไม่ใส่ใจ
3 ทอดทิ้งปฏิบัติไม่ดี
4 ห่างเหินทางอารมณ์
5 มีการสื่อสารน้อย
6 ให้เด็กมีอิสระโดยไม่มีการสนับสนุนจากพ่อแม่
7 ความต้องการของพ่อแม่เป็นใหญ่
8 ทำร้ายร่างกายและจิตใจ
งานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind
1 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการปรับตัว
ต่างประเทศ
การอบรมแบบเอาใจใส่มีความสัมพันธ์การปรับตัวที่ดีของเด็กและวัยรุ่นมากที่สุดในขณะที่การเลี้ยงดูแบบโทษทิ้งมีการปรับตัวไม่ดีกับเด็กและวัยรุ่น
ประเทศไทย
ตกลงเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่มีการปรับตัวด้านครอบครัวได้ดีกว่า มีลักษณะคล้ายกับการวิจัยต่างประเทศ
2 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรมทางสังคม
ต่างประเทศ
-แบบการเอาใจใส่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีทางสังคมให้ความร่วมมือมีความคิดสร้างสรรค์มีความเป็นผู้นำ
-แบบควบคุมมีรูปที่โกรธง่ายก้าวร้าวไม่มีความเป็นผู้นำไม่เป็นตัวของตัวเอง
-แบบตามใจเด็กจะมีความสามารถทางสังคมต่ำ
-แบบทอดทิ้งพบว่าเด็กจะมีปัญหาด้านการเรียนปัญหาพฤติกรรม เช่น ติดยาเสพติด
ประเทศไทย
เพชรรัตน์ จันทศ แบบดูแลเอาใจใส่มีพฤติกรรมให้ความร่วมมือสูง
กตัญชลี ณรงค์ราช วิจัยวัยรุ่นที่ทำความผิดตามกฎหมายจะมีตัวแปร 6 ตัวแปรคือ
1 ระดับการศึกษา
2 รายได้ครอบครัว
3 การคบเพื่อน
4 การอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง
5 อบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ
6 พ่อแม่อยู่ร่วมกัน
พัชราวลัย ศิลป การวิจัยของเด็กมปลายโดยมีตัวแปร 4 ตัวแปรคือ
1 การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่
2 การอบรมเลี้ยงดูแบบใช้อำนาจควบคุม
3 เพศ
4 การรับรู้ข่าวสารประชาธิปไตย
สรุปคือการวิจัยทั้งต่างประเทศและในประเทศไทยมีลักษณะสอดคล้องกัน
3 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอารมณ์
การเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่จะมีความมั่นคงทางอารมณ์มีเหตุผลหนักแน่นควบคุมและปรับตัวได้ดีเฉลียวฉลาดทางอารมณ์
การอบรมเลี้ยงดูกับความวิตกกังวลมักพบในกลุ่มที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบควบคุมมีความวิตกกังวลสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่
การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่มีพฤติกรรมการคิดถึงบ้านโดยมีอารมณ์คิดถึงบ้านรุนแรงกว่านักเรียนที่เลี้ยงดูแบบควบคุม
การเลี้ยงดูแบบทอดทิ้งมักมีการคิดถึงบ้านมากกว่าการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่
สรุปการวิจัยทางต่างประเทศและในประเทศไทยมีการสอดคล้องกัน
4 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการกำกับตัวเอง
แบบการอบรมเอาใจใส่พบว่ามีการให้ความรักและสนับสนุนให้ความอบอุ่น
แบบควบคุมและแบบตามใจมีการเรียนรู้แบบกำกับตัวเองสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง
5 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอัตมโนทัศน์
การวิจัยวัยรุ่นตอนกลางมีตัวแปร 3 ตัวจาก 6 ตัว
หนึ่งยอมรับของกลุ่มเพื่อน
2 รูปลักษณ์ทางกาย
3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ส่วนอีก 3 ตัวแปรที่ไม่สัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง
1 เพศ
2 สถานะเศรษฐกิจและสังคม
3 รูปแบบการเลี้ยงดู
